ผ่าตัดกระเพาะ ประกันสังคม ใช้สิทธิประกันสังคมได้ไหม

ผ่าตัดกระเพาะ ประกันสังคม

การผ่าตัดกระเพาะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดน้ำหนัก เป็นที่ยอมรับในระดับสากลถือเป็นศัลยกรรม ประเภทหนึ่งที่ใช้รักษาโรคเรื้อรัง ที่เกิดจากความอ้วน ในหลายประเทศ มีผู้เข้ารับการรักษาจำนวนมาก มีผู้เข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะเพิ่มขึ้นทุกปี และมีมากกว่า 200,000 รายในปีที่ผ่านมา หลายคนกลัวการใช้มีดผ่าท้องเป็นแนวยาว และ กังวลเรื่องแผลเป็นหลังการผ่าตัด ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน การทำ gastrectomy จะมีแผลบริเวณรูเข็ม แผลเป็นเพียงการเจาะ ไม่เจ็บมาก ใช้เวลาไม่นาน แผลเป็นก็หาย ปลอดภัยและรวดเร็ว

ถามว่าผ่าตัดกระเพาะ ใช้สิทธิประกันสังคม ได้ไหม มีคำถามเยอะมาก เกี่ยวกับค่ารักษาในการผ่าตัดกระเพาะ ต้องบอกเลยว่าเรื่องค่ารักษา โดยในกรณีที่ต้องลดน้ำหนักโดยคำสั่งของแพทย์ สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มหรืออาจจ่ายในส่วนต่างของห้องพักพิเศษ แต่หากต้องการลดน้ำหนักด้วยตัวเอง โดยที่ไม่เกี่ยวกับขั้นตอนการรักษาที่แพทย์เป็นคนสั่ง จะไม่สามารถใช้ผ่าตัดกระเพาะ ประกันสังคม ของสิทธิประกันสังคมได้ ในส่วนสิทธิบัตรทองในอนาคตสามารถรักษาได้ฟรี

พญ.กฤติยา ศรีประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษสายงานบริหารกองทุน สปสช. เปิดเผยถึงทิศทางการพัฒนาระบบการให้บริการ ODS & MIS ในอนาคตว่า ทาง สปสช. ได้ยกระดับบัตรทอง ให้ประชาชนได้ใช้บริการฟรี ในระบบ ODS & MIS ครอบคลุมในหลายโรคสำคัญ เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง และผ่าตัดมดลูกด้วยระบบส่องกล้อง ผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยหุ่นยนต์  ผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วน ฯลฯ โดยการผ่าตัดเหล่านี้จะไม่มีความซับซ้อน ใช้ระบบเทคโนโลยี ไม่ต้องเปิดบาดแผลใหญ่ ใช้เวลารักษาตัวในโรงพยาบาลเพียง 24 ชั่วโมง ก็สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้

จากนั้นจะมีแพทย์คอยติดตามอาการ ร่วมกับ อสม. ผู้ป่วยจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย สำหรับการผ่าตัดเหล่านี้ เมื่อก่อนผู้ป่วยบัตรทองจะต้องร่วมจ่ายด้วย แต่เมื่อเข้าสู่โครงการ ODS & MIS จะได้รับบริการฟรี ในสถานพยาบาลทุกแห่งที่เข้าร่วมโครงการ สปสช.ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลได้หลักหมื่นบาทถึงแสนบาทต่อคน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ สปสช. เพื่อดูแลผู้ป่วยในส่วนนี้ปีละ 20 ล้านบาท ในอนาคตจะมีการพัฒนาระบบบริการ และขยายให้ครอบคลุม

ผ่าตัดกระเพาะ ประกันสังคม คืออะไร

ผ่าตัดกระเพาะคือ

คนที่อ้วนมาก ทำอย่างไรก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ บางคนน้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นปัญหาสุขภาพ การผ่าตัดกระเพาะอาหารเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน

การผ่าตัดกระเพาะเป็นการผ่าตัดชนิดหนึ่งเพื่อลดขนาดของกระเพาะอาหารให้เล็กลงและลดปริมาณอาหารที่ดูดซึมได้ ยังทำได้เพื่อปรับทางเดินอาหารใหม่ทำให้อาหารดูดซึมได้ช้าลง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วและน้ำหนักลดลง

โดยทั่วไปการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมี 2 วิธีหลัก ๆ

-วิธีแรก Laparoscopic Sleeve Gastrectomy คือ วิธีนี้ขนาดกระเพาะจะยาวเท่าไส้กรอก เรียกว่า การผ่าตัดแบบ Sleeve

-วิธีที่สอง Laparoscopic Gastric Bypass คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะและสร้างทางเดินอาหารใหม่ทำให้การดูดซึมอาหารลดลง วิธีนี้เรียกสั้น ๆ ว่า Bypass

ทั้ง 2 วิธีนี้ ทำให้ผู้ป่วยน้ำหนักลดลงได้ และโรคประจำตัวต่าง ๆ  เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง  โรคหัวใจ จะทำให้ดีขึ้น หรือในบางครั้งหายขาดได้  วิธีไหนเหมาะกับผู้ป่วยรายไหนขึ้นอยู่ที่น้ำหนัก และโรคประจำตัวต่าง ๆ ของแต่ละราย

ทั้งการทำศัลยกรรมผ่าตัดกระเพาะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด นี่คือการผ่าตัดผ่านกล้อง อยู่ภายใต้การดมยาสลบ แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว การผ่าตัดใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วโมงในการนอน และ 3-5 ชั่วโมงในการทำบายพาส พักฟื้นที่โรงพยาบาล 2-3 วันก็กลับบ้านได้

ความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่ำประมาณ 0-7% การเลือกวิธีการผ่าตัดแพทย์จะพิจารณาร่วมกับผู้รับการผ่าตัด ตามความเหมาะสมของแต่ละคน หลังการผ่าตัดควรพักฟื้นต่อที่บ้านประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อปรับพฤติกรรมการย่อยอาหารใหม่ การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว สภาพเปลี่ยนแปลงจากปกติและต่าง ๆ

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

ขั้นแรก ผู้ป่วยต้องตรวจดัชนีมวลกายหรือ BMI ก่อนว่าเข้ากันได้กับข้อบ่งชี้ข้างต้น หากเป็นโรคอ้วน ค่าดัชนีมวลกายเท่ากับ 3 หรือพยายามลดน้ำหนักแล้วแต่ทำไม่ได้ ควรเข้ามาติดต่อเพื่อพบแพทย์ซึ่งจะมีการพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับการผ่าตัด และมีการตรวจร่างกาย ตรวจเลือดทุกระบบ เพื่อดูความพร้อมก่อนการผ่าตัด

นอกจากนี้คุณควรพยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองให้ได้ก่อน อย่างน้อย 5-10% เพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัด โดยทั่วไปการผ่าตัดจะเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง แผลเล็ก พักฟื้นเร็ว นอนโรงพยาบาลเพียง 1-2 คืน ก็กลับบ้านได้ หลังการผ่าตัดผู้ป่วยต้องกลับมาตรวจซ้ำทุก 3 เดือนในปีแรกเพื่อดูว่ามีภาวะแทรกซ้อนระยะยาวหลังการผ่าตัดหรือไม่ น้ำหนักลดลงไหม และโรคประจำตัวต่าง ๆ ของคนไข้ ดีขึ้นหรือไม่?

การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักเป็นการรักษาสุขภาพ ไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อคงความสวยงาม อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารมาแล้ว ไม่มีการควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง อ้วนได้อีกเหมือนเดิม

ผ่าตัดกระเพาะ ประกันสังคม การรักษา

ผู้ป่วยที่เข้าข่าย จะได้รับการรักษาโดยการ ผ่าตัดกระเพาะ

1. ต้องเป็นโรคอ้วน คำนวณจากดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 32.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป หากไม่เป็นโรคอ้วน ผ่าตัดแล้วจะได้ผลไม่คุ้มกับความเสี่ยง

2. เคยใช้วิธีอื่นมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ผลพอที่จะช่วยให้น้ำหนักลดได้

3. คนไข้ต้องเข้าใจแนวทางปฏิบัติของการผ่าตัดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การลดน้ำหนักจะค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉลี่ยแล้วควรลดน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์

ข้อดี การผ่าตัดกระเพาะ

1. สามารถลดความอ้วนได้อย่างยั่งยืน

สำหรับคนที่ต้องการผ่าตัดกระเพาะเพื่อรักษาโรคอ้วนควรคิดถึงประโยชน์ที่จะได้รับมากที่สุด แต่สิ่งที่ผู้ป่วยควรทราบคือ หากผู้ป่วยมีน้ำหนักเกินจนออกกำลังกายไม่ได้เพราะอาจมีอาการปวดเมื่อย การบำบัดนี้ได้ผลดีมากสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วน ซึ่งวิธีการรักษาวิธีนี้นอกจากผู้ป่วยจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว ผู้ป่วยยังสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. รักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

ความอ้วนเป็นบ่อเกิดของโรคต่าง ๆ มากมาย ทั้งความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ นอนกรน หรืออาจก่อให้เกิดภาวะหยุดหายใจ ที่กำลังหลับอยู่เช่นกัน แต่สำหรับ การผ่าตัดกระเพาะเพื่อรักษาโรคอ้วน จะช่วยให้ปัญหากลุ่มนี้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้นหลังจากที่น้ำหนักลดลง ที่คิดอยากจะผ่าตัดกระเพาะเพื่อรักษาโรคอ้วน ควรศึกษา เรียนรู้ ค้นคว้า พวกเขาควรติดต่อแพทย์ซึ่งจะรักษาอย่างดีที่สุด

3. แก้ไขได้ตรงสาเหตุ

สำหรับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อรักษาโรคอ้วนนั้นเป็นการกำจัดปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ หรือในทางกลับกันก็ช่วยลดการดูดซึมของลำไส้ซึ่งช่วยลดความต้องการในการกินให้น้อยลงได้ เป็นการผ่าตัดที่แบ่งกระเพาะอาหารออกเป็นส่วนใหญ่และส่วนเล็กและรวมลำไส้ด้วย ปลายกระเพาะเล็กที่ถูกตัดออกจากลำไส้ทำให้อาหารผ่านไปได้ จะทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลงและอิ่มเร็วขึ้น ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะจำเป็นต้องทราบข้อปฏิบัติในการดูแลหลังการผ่าตัด เพราะจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ด้วยการทานอาหารที่ต้องเตรียมก่อนการผ่าตัดประมาณ 2 สัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือนเลยทีเดียว

ใครเหมาะสม ผ่าตัดกระเพาะ ประกันสังคม

ใครเหมาะสมกับการผ่าตัดกระเพาะ

1. เป็นโรคอ้วน และมี BMI สูง มากกว่า 40 ขึ้นไป

2. มีค่าดัชนีมวลกายระหว่าง 30 ถึง 40 แต่มีภาวะที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 หรือความดันโลหิตสูง

3. อายุไม่เกิน 65 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรงพอที่จะ ดมยาสลบได้

4. คนอ้วนที่เคยลดน้ำหนักด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วไม่ได้ผล เช่น การอดอาหาร ออกกำลังกาย หรือใช้ยาเพื่อรักษาวินัยในสุขภาพ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และนักโภชนาการและไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง