การดูดไขมันไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ

ดูดไขมัน

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องรูปร่างและสัดส่วน วิธีแก้ไขปัญหาที่หลายคนสนใจคือการดูดไขมัน ซึ่งถือเป็นการทำศัลยกรรมประเภทหนึ่ง ที่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนจำนวนมากที่ขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูดไขมัน วันนี้เราจึงถือโอกาสนำเสนอข้อมูลและความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน การดูดไขมันเป็นการทำศัลยกรรมประเภทหนึ่ง

โดยจะต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการผ่าตัดไม่สามารถทำเองได้ ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันสถานที่บางแห่งขายเครื่องดูดไขมันสำหรับใช้ในบ้าน หรือสำหรับร้านค้าเกี่ยวกับความงาม ถือว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะการดูดไขมันต้องทำควบคู่ไปกับการผ่าตัด ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางและต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิดควรทำความเข้าใจใหม่ในตอนนี้

การดูดไขมันไม่ใช่การลดความอ้วน แต่เป็นเทคนิคการกระชับสัดส่วน เพราะไขมันมีน้ำหนักเบามากเมื่อเทียบกับกระดูกและกล้ามเนื้อ หลังดูดไขมันน้ำหนักอาจลดลงได้ประมาณ 1 กก. ทานอาหาร 1-2 มื้อ น้ำหนักก็กลับมาเท่าเดิม ไม่สามารถช่วยให้ผอมลงหรือเปลี่ยนคนอ้วนเป็นคนผอมได้ หากคุณต้องการลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก คุณยังต้องออกกำลังกายและควบคุมอาหารร่วมด้วย

การดูดไขมัน คืออะไร

การดูดไขมัน (Liposuction) เป็นการทำศัลยกรรมประเภทหนึ่ง ที่ช่วยลดไขมันส่วนเกินในร่างกายได้อย่างตรงจุด เช่น ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เอว หรือเหนียง เป็นต้น การดูดไขมันยังถือเป็นทางลัดในการลดสัดส่วนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีความปลอดภัย เห็นผลได้อย่างชัดเจน แม้การดูดไขมันจะทำให้สัดส่วนเล็กลง มีรูปร่างที่เพรียวบางขึ้น แต่ก็ไม่ใช่การลดน้ำหนักอย่างที่หลายคนเข้าใจ การดูดไขมันในยุคนี้มีความเสี่ยงและมีอันตรายน้อยมาก ถ้าเราเลือกคลินิกดูดไขมันที่ได้มาตรฐาน ควรมีห้องผ่าตัดที่ปลอดเชื้อและวิสัญญีแพทย์คอยเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการกินมาก ยังมีของอร่อยอีกมากมาย แต่เมื่อเรากินมากขึ้นเราจะอ้วนโดยไม่รู้ตัว ยิ่งอายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญก็จะยิ่งแย่ลง มันทำให้คุณมีปัญหาส่วนเกิน ทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นได้ง่าย แต่ไม่ต้องกังวล เนื่องจากปัจจุบันนี้การดูดไขมันช่วยแก้ปัญหาไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุด

เพราะการดูดไขมันจะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้สัดส่วนดูเล็กลงในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ด้วยเครื่องดูดไขมันต่างๆ จะเข้าไปช่วยสลายไขมันได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย สามารถดูดไขมันยาชาก็ได้ หรือดูดไขมันวางยาสลบ โดยวิสัญญีแพทย์ก็ได้ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้แนะนำตามความเหมาะสมของคนไข้แต่ละกรณีไป

การดูดไขมัน เหมาะกับใครบ้าง และใครที่ไม่ควรดูดไขมัน ?

การดูดไขมัน ผู้เข้ารับบริการต้องมีค่าดัชนีมวลกายตามหลักเกณฑ์ของการดูดไขมัน ซึ่งค่าดัชนีคืออะไร หลักเกณฑ์การดูดไขมัน หากผู้สนใจดูดไขมันต้องตรวจสอบค่าดัชนีมวลกายก่อนว่ามีค่า BMI เท่าใด การดูดไขมันแบบใดสามารถทำได้ในช่วง 20-29 หากค่าดัชนีมวลกาย 30 ขึ้นไป แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะแทนเนื่องจากเข้าข่ายภาวะโรคอ้วนผู้ที่มีปัญหาไขมันส่วนเกิน คนที่มีปัญหาไม่สมส่วน คนที่ออกกำลังกายแล้วไม่ลดไขมัน ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักทันที คนที่ไม่สามารถออกกำลังกายได้ ผู้ที่ต้องการเสริมรูปร่าง

หลายคนอาจจะมีคำถามว่าการดูดไขมัน อันตรายไหม เราบอกได้เลยว่าการดูดไขมันไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของคนไข้และการประเมินของแพทย์ควบคู่กันไป ซึ่งคนที่ไม่ควรดูดไขมัน หรือดูดไขมันแล้วมีความเสี่ยง คือ ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้ โรคไทรอยด์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และอีกกรณีหนึ่งคือ เคสที่มีผิวหนังย้วยมาก ในกรณีนี้อาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดหนังหน้าท้อง (Tummy Tuck) หรือยกกระชับสัดส่วนด้วยความร้อนสูง เช่น J Plasma ควบคู่กับการดูดไขมันแทน ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในแวดวงการปรับรูปร่างตามร่างกาย

ดูดไขมันมีขั้นตอน และเทคนิค อย่างไร อันตรายหรือไม่

ดูดไขมันมีขั้นตอน และเทคนิค อย่างไร อันตรายหรือไม่ ?

การดูดไขมัน (Liposuction) เป็นวิธีการศัลยกรรมตกแต่งเพื่อขจัดไขมันส่วนเกินในชั้นใต้ผิวหนังออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นจุดที่ลดไขมันได้ยากแม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วก็ตาม เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา ก้น แขน หรือคอ โดยทั่วไปการดูดไขมันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ วิธีแบบดั้งเดิมโดยใช้การดมยาสลบ และวิธีปัจจุบันโดยการดูดไขมันด้วยเทคนิค tumescent หรือการใส่ยาชากับน้ำเกลือเข้าไปในเนื้อเยื่อไขมัน เทคนิคการดูดไขมัน Tumescent ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1987 โดยแพทย์ผิวหนังจากแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้กลายเป็นวิธีการหลักในการดูดไขมันโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาจนถึงทุกวันนี้ การดูดไขมันเป็นการกำจัดไขมันที่ไม่ต้องการออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ด้วยท่อขนาดเล็กและอุปกรณ์สูญญากาศ โดยจะทำการดูดไขมันในบริเวณที่ต้องการออก ขั้นตอนหลัก ๆ ของการดูดไขมันคือ

  • น้ำเกลือที่ประกอบด้วยยาชาและอะดรีนาลีนจะถูกฉีดเข้าไปในเนื้อเยื่อไขมัน เพื่อช่วยระงับความรู้สึกและลดการสูญเสียเลือด ข้อดีของการดูดไขมันด้วยเทคนิคนี้คือความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ช่วยขจัดไขมันได้อย่างง่ายดาย ยังช่วยลดรอยฟกช้ำ บวม และช่วยลดความรู้สึกไม่สบายต่างๆ หลังการดูดไขมัน
  • แพทย์จะสอดท่อเล็กๆ เข้าไปในเนื้อเยื่อไขมัน และใช้อุปกรณ์สูญญากาศดูดไขมันในบริเวณที่ต้องการ และหลังจากทำเสร็จแล้ว แพทย์จะพันผ้าพันแผลรอบบริเวณดูดไขมันเพื่อช่วยลดอาการบวมและทำให้แผลสมานได้ง่ายขึ้น

ผู้ที่ดูดไขมันอาจไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ขั้นตอนการดูดไขมันใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประเภทของการดูดไขมัน และหลังจากทำการดูดไขมันเรียบร้อยแล้ว อาจต้องสังเกตอาการประมาณหนึ่งชั่วโมง ผู้เข้ารับบริการควรทราบตั้งแต่เริ่มแรกว่าหลังจากการดูดไขมันเสร็จสิ้นแล้ว จะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่บริเวณดูดไขมันจะเกิดรอยฟกช้ำ บวม มีความเจ็บปวดหลังจากที่ได้ทำการดูดไขมัน แต่จะเป็นไม่นานไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้เกิดความเสี่ยง เมื่อต้องการดูดไขมัน

การเตรียมตัวให้ดีก่อนดูดไขมันเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง วันนี้เราขอนำเสนอข้อมูลสำหรับทุกคนที่ต้องการดูดไขมัน หากคุณตัดสินใจทำโปรดสอบถามแพทย์และคลินิกที่คุณเข้ารับการดูดไขมัน เพราะแต่ละคลินิกอาจมีคำแนะนำที่แตกต่างกันออกไป

เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้เกิดความเสี่ยง เมื่อต้องการดูดไขมัน

การดูดไขมันไม่ใช่การลดน้ำหนัก

สิ่งนี้ถือว่าสำคัญมาก หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการดูดไขมันคือการลดน้ำหนัก หากต้องการหุ่นเพรียวในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น ในหนังหรือละคร จำเป็นต้องลดน้ำหนักก่อน แต่มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด การดูดไขมันจะช่วยลดสัดส่วนได้ เนื่องจากเป็นการขจัดเซลล์ไขมันออกจากร่างกายในบริเวณที่ไม่สามารถลดได้ด้วยการควบคุมอาหารตามปกติ อาจเกิดจากพันธุกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ เราไม่สามารถดูดไขมันได้หลาย ๆ บริเวณของร่างกาย

การดูดไขมันจะทำให้สัดส่วนกระชับมากขึ้น น้ำหนักอาจเปลี่ยนไปเพราะไขมันจะเบากว่าที่เห็นมาก และใน 1-2 สัปดาห์แรก อาจเห็นน้ำหนักเพิ่มขึ้น ก็อย่าตกใจเพราะอาจเกิดจากการบวมและอักเสบ การลดน้ำหนักหลังจากการดูดไขมันถือเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักเพื่อให้ตัวเองได้มีกำลังใจในการลดน้ำหนักก่อน

งดยา อาหารเสริมบางชนิดก่อนการดูดไขมัน 2 สัปดาห์

เตรียมตัวก่อนดูดไขมันโดยงดยาและอาหารเสริมบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด แอสไพริน ยาแก้ปวดบางชนิด ในการดูดไขมันจำเป็นต้องใช้ยาชาที่เรียกว่าลิโดเคนในปริมาณที่สูง อาหารเสริมประเภทน้ำมันปลาหรือวิตามินอี มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ก่อนที่จะทำการดูดไขมันประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ควรงดเพื่อช่วยในการลดการเขียวช้ำและทำให้ฟื้นตัวง่ายขึ้น

งดการสูบบุหรี่ 2 อาทิตย์ก่อนการดูดไขมัน

การสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัดเพิ่มความเสี่ยงของการรักษาบาดแผลทำให้แผลหายช้าและไม่เกาะติด ซึ่งรวมถึงการใช้นิโคตินหรือบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่มีนิโคตินชนิดเดียวกัน หากคุณไม่สามารถหยุดสูบบุหรี่ก่อนและหลัง คุณควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการสูบบุหรี่

แจ้งแพทย์ตามตรง ถึงเรื่องโรคประจำตัว

สิ่งสำคัญคือต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวก่อนทำการดูดไขมัน อย่ากังวลว่าคุณจะพูดมากเกินไป แพทย์ไม่ทำให้ ความปลอดภัยในการผ่าตัดมีความสำคัญมากกว่า โดยเฉพาะการศัลยกรรมเสริมความงามที่อาจถือว่าไม่สำคัญหรือเร่งด่วนอะไร

เตรียมชุดกระชับ ก่อนดูดไขมัน ให้เรียบร้อยและนำมาด้วย

สำหรับการดูดไขมันนั้น หากไม่มีชุดกระชับสัดส่วนก่อนดูดไขมัน บางคลินิกจะขอเลื่อนเคสออกไปก่อน เพื่อความปลอดภัย เราไม่แนะนำให้ทำแล้วกลับไปใส่ที่บ้าน ชุดกระชับสัดส่วนมีประโยชน์มากในช่วง 24-36 ชั่วโมงแรกหลังทำหัตถการ มีหน้าที่กดเลือดและทำให้แผลสมานเร็วและราบรื่น ชุดที่กระชับพอดีตัวต้องมีความยืดหยุ่นสูง เพราะในวันแรก คุณจะต้องคลุมแผ่นซับอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้แน่นกว่าตอนลอง ชุดกระชับราคาถูกมักจะไม่สามารถขยายหรือไม่มีตัวปรับหรือซิปเพื่อขยายและหดได้

เลือกคลินิกดูดไขมัน ที่ยินดีให้พบแพทย์อย่างสะดวก

เราควรเตรียมตัวก่อนดูดไขมันว่าควรเลือกดูดไขมันที่ไหนดี แนะนำให้เลือกคลินิกที่พบแพทย์ได้โดยตรง พยายามเลี่ยงคลินิกที่อนุญาตให้พบแพทย์บนมือถือ หรือโดยการไปพบพนักงานขายและเรียกเงินมัดจำ การพบแพทย์ที่จะทำการดูดไขมัน ทำให้เราสามารถถามคำถามที่สงสัยได้ แพทย์สามารถประเมินได้ว่าสามารถดูดไขมันได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ หรือเหมาะที่จะทำ เพราะก็มีบางคนที่ไม่สามารถดูดไขมันได้จริง

ใส่ความเห็น